บริบทด้านกายภาพ

ตราประจำจังหวัดเชียงราย รูปช้างสีขาวใต้เมฆ

คำขวัญของจังหวัดเชียงราย

“เหนือสุดในสยาม  ชายแดนสามแผ่นดิน
ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา   ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง”

บริบท แนวโน้ม และสถานการณ์ของพื้นที่ที่มีผลต่อการส่งเสริมการเรียนรู้

  1. บริบทด้านกายภาพ (ข้อมูลพื้นฐาน)

          ประวัติเมืองเชียงราย

เมืองเชียงรายมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นที่ตั้งของหิรัญนครเงินยางเชียงแสน ซึ่งเป็นนครหลวง ก่อนการกำเนิดอาณาจักรล้านนา มี “คำเมือง” เป็นภาษาท้องถิ่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านศิลปะ ประเพณี วัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในรูปแบบล้านนา ไทใหญ่ ไทเขิน และไทลื้อจากสิบสองปันนา ผสมผสานกัน นอกจากนี้จังหวัดเชียงรายยังขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองศิลปะ พงศาวดารโยนกว่า พญามังรายสร้างขึ้น ณ ที่ซึ่งเดิมเป็นเวียงไชยนารายณ์ เมื่อ พ.ศ. 1805 และ ครองราชสมบัติอยู่ ณ เมืองเชียงรายจนถึง พ.ศ. 1839 จึงไปสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นในท้องที่ระหว่างดอยสุเทพกับแม่น้ำปิง และครองราชสมบัติอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่จนถึง พ.ศ. 1854 ส่วนตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ระบุว่า พญามังรายทรงเสด็จตามช้างมาทางทิศตะวันออกแล้วเห็นชัยภูมิเหมาะแก่การสร้างเมืองริมฝั่งน้ำแม่กก จึงสร้างเป็นเวียงล้อมรอบดอยจอมทองไว้ในปี พ.ศ. 1805 สมัยล้านนาภายใต้การปกครองของสยามในปี พ.ศ. 2386 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
มีพระบรมราชานุญาตให้เจ้าหลวงเชียงใหม่ฟื้นฟูเชียงรายขึ้นใหม่ ภายหลังเมืองเชียงรายได้เป็นส่วนหนึ่งของ มณฑลพายัพ กระทั่งปี พ.ศ. 2453 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีประกาศ กระทรวงมหาดไทย ยกฐานะเมืองเชียงรายเป็นเมืองจัตวามณฑลพายัพ ในปี พ.ศ. 2453 เมืองเชียงแสน
เมืองเชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สรวย อำเภอเชียงคำ อำเภอเชียงของ ตั้งเป็นเมืองจัตวาเรียกว่าเมืองเชียงรายอยู่ในมณฑลพายัพ และจัดแบ่งการปกครองออกเป็น

เมื่อพญามังรายได้ทรงรวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือในอาณาเขตรอบ ๆ ได้แล้ว จึงทรงกรีฑาทัพ
ไปแสดงฝีมือในการยุทธต่อหัวเมืองฝ่ายใต้ลงมา จึงได้ไปรวมพล ณ เมืองลาวกู่เต้า และหมอควาญได้นำช้างมงคลของพญามังรายไปทอด (ผูก) ไว้ในป่าหัวดอยทิศตะวันออกพลัดหายไป พญามังราย จึงได้เสด็จติดตามรอยช้างไปจนถึงดอยทองริมแม่น้ำกกนัทธี ได้ทัศนาการเห็นภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม อุดมสมบูรณ์เป็นชัยภูมิ
ที่ดี จึงได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นในที่นั่นให้ก่อปราการโอบเอาดอยจอมทองไว้ในท่ามกลางเมือง ขนานนามเมืองว่า “เวียงเชียงราย” ตามพระนามของพญามังรายผู้สร้าง เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 ดังนั้น จึงได้นำรูปช้างสีขาวใต้เมฆแห่งความรุ่งเรือง

สภาพทั่วไปของจังหวัดเชียงราย

          ลักษณะทางกายภาพของจังหวัดเชียงรายเป็นที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย
มีภูมิศาสตร์อยู่ทางเหนือสุดของประเทศ ทำเลที่ตั้งของจังหวัดอยู่ติดกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ปัจจุบันจังหวัดเชียงรายได้รับความสนใจ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่เชื่อมโยงไปสู่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศจีนตอนใต้ ผ่านทางหลวงเอเชียสาย 2 และทางหลวงเอเชียสาย 3 มีพื้นที่มากเป็นอับดับที่ 12 ของประเทศ
มีน้ำแม่กก น้ำแม่อิง แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำสายหลัง

ด้านภูมิศาสตร์

ที่ตั้ง จังหวัดเชียงรายตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศไทย อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 19 องศาเหนือ
ถึง 20 องศา 30 ลิปดาเหนือและเส้นแวงที่ 99 องศา 15 ลิปดา ถึง 100 องศา 45 ลิปดาตะวันออก
อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 829 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 11,678,.369 ตารางกิโลเมตร อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ 416 เมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดพะเยาและลําปาง

ทิศตะวันตก ติดต่อกับ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์และจังหวัดเชียงใหม่

การปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งเป็น 18 อำเภอ แยกเป็น 124 ตำบล 1,754 หมู่บ้าน การปกครอง
ส่วนท้องถิ่นประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 1 แห่ง เทศบาลนคร จำนวน 1 แห่ง เทศบาลตำบล จำนวน 72 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 70 แห่ง

การคมนาคม

การคมนาคมจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดเชียงราย กระทำได้โดยการโดยสารรถไฟสายเหนือลงที่สถานีรถไฟนครลำปางเป็นระยะทางหกร้อยสี่สิบสองกิโลเมตร แล้วเดินทางต่อไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ถึงตัวเมืองเป็นระยะทางอีกสองร้อยสามสิบสี่กิโลเมตร รวมเป็นแปดร้อยเจ็ดสิบหกกิโลเมตร หรือจะโดยสารรถทั่วไปจากกรุงเทพมหานครตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ถึงตัวเมืองเป็นระยะทางแปดร้อยสี่สิบกิโลเมตร

การเดินทางไปจังหวัดเชียงรายโดยรถยนต์และรถทัวร์ (โดยสารประจำทาง) สามารถเดินทางได้         3 เส้นทาง ได้แก่

  • เส้นทางกรุงเทพฯ -นครสวรรค์-ตาก-ลำปาง-พะเยา-เชียงราย (สายเอเชีย หรือสายเก่า) จากรังสิต

มาตามถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 32 ที่อำเภอวังน้อย จากนั้นผ่านจังหวัดอยุธยา สิงห์บุรี เข้าทางหลวงหมายเลข 1 อีกครั้งที่ จ.ชัยนาท ตรงไป จ.นครสวรรค์ ผ่าน กำแพงเพชร ตาก เข้าสู่ อำเภอเถิน ตรงไปจังหวัดลำปาง ผ่าน อำเภองาว แล้วตรงไปจังหวัดพะเยา จนเข้าสู่เชียงราย รวมระยะทาง 830 กิโลเมตร

  • เส้นทางกรุงเทพฯ-นครสวรรค์-พิษณุโลก-แพร่-เชียงราย (สายใหม่) ใช้เส้นทางเดียวกับเส้นทาง

ที่ 1 เมื่อไปถึงจังหวัดนครสวรรค์ ให้แยกขวามือไปตามทางหลวงหมายเลข 117 (นครสวรรค์-พิษณุโลก) จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 11 (พิษณุโลก-เด่นชัย) จากจังหวัดพิษณุโลก ผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ จนถึงอำเภอเด่นชัย ให้เลี้ยวไปทางจังหวัดแพร่ ตามทางหลวงหมายเลข 101 (แพร่-น่าน) จนถึงอำเภอร้องกวาง เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 103 ไปบรรจบกับถนนพหลโยธินที่อำเภองาว เข้าสู่จังหวัดพะเยา แล้วตรงต่อไปจนถึงเชียงราย ระยะทางประมาณ 804 กิโลเมตร

  • เส้นทางกรุงเทพฯ-นครสวรรค์-ลำปาง-เชียงใหม่-เชียงราย ใช้เส้นทางเดียวกับเส้นทางที่ 1 จนไป

ถึงจังหวัดลำปาง จึงเปลี่ยนไปใช้ทางหลวงหมายเลข 11 (ลำปาง-เชียงใหม่) ผ่านไปจังหวัดลำพูน แล้วเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 118 (เชียงใหม่-เชียงราย) ผ่านดอยสะเก็ต แม่ขะจาน เวียงป่าเป้า เข้าสู่เชียงราย รวมระยะทาง 900 กิโลเมตร มีทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านลำพูนมาลำปาง บรรจบกับทางหลวงหมายเลข 1 ผ่าน จ.ตาก จ.นครสวรรค์ เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ

1.2 บริบทด้านเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย

1.2.1 ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว (Gross Provincial Product: GPP per capita)

       ในปี พ.ศ. 2568 จังหวัดเชียงราย มีค่าประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว (GPP per capita) อยู่ที่ 96,561 บาทต่อคนต่อปีซึ่งเป็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาสะท้อนถึงการขยายตัว
ทางเศรษฐกิจและมูลค่าการผลิตต่อคนในพื้นที่ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจังหวัดเชียงราย ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการเกษตร การค้าชายแดน และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของพื้นที่

1.2.2 สถานะการจ้างงานและอัตราการว่างงาน

       อัตราการว่างงานของประเทศในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ประมาณ 0.9% ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในระดับภูมิภาคภาคเหนือ โดยจังหวัดเชียงรายมีสถานการณ์การจ้างงานใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระดับชาติ
แรงงานส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรมและบริการ ซึ่งมีลักษณะของงานที่เป็นฤดูกาลและมีความผันผวนตามช่วงเวลา

1.2.3 รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนและระดับมาตรฐานการครองชีพ

       รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนในระดับประเทศอยู่ที่ประมาณ 29,000 บาทต่อเดือนอย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในระดับจังหวัดพบว่าครัวเรือนในจังหวัดเชียงรายมีรายได้เฉลี่ย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ โดยอยู่ในช่วง 15,000 – 23,000 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาการสำรวจ)ทั้งนี้ ความผันผวนของรายได้เกิดจากลักษณะอาชีพที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งมีลักษณะเป็นรายได้ตามฤดูกาลโดยทั่วไป ครัวเรือนในพื้นที่เมืองและอำเภอท่องเที่ยวจะมีรายได้จากภาคบริการ การค้า และการท่องเที่ยว ขณะที่ครัวเรือนในพื้นที่ชนบทยังคงพึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก ทำให้เกิดความแตกต่างของรายได้ระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบทอย่างมีนัยสำคัญ

1.2.4 การแจกแจงรายได้และโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่

       1) ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด โดยมีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรายย่อยรายได้ขึ้นอยู่กับราคาพืชผล ปริมาณผลผลิต และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ความมั่นคงทางรายได้ของครัวเรือนเกษตรมีความไม่แน่นอน

       2) ภาคบริการและการท่องเที่ยว เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด โดยเฉพาะในเขตเมืองเชียงราย อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงของ ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและการค้าชายแดนอย่างไรก็ตาม รายได้ในภาคบริการยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยว (ช่วงไฮซีซัน–โลว์ซีซัน) และปัญหาสิ่งแวดล้อมในบางช่วง เช่น ฝุ่นควัน PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้โดยรวมของผู้ประกอบการ

      3) ภาคการค้าชายแดนและการเชื่อมโยงระหว่างประเทศพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะด่านแม่สายและเชียงของ เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เมียนมาและสปป.ลาว กิจกรรมการค้าชายแดนและการส่งออกสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดอย่าง  มีนัยสำคัญ แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านนโยบายการค้า อัตราภาษี และสภาพเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า

     4) ความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบทจังหวัดเชียงรายมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างพื้นที่เมืองและพื้นที่ชนบทอย่างชัดเจนพื้นที่เมือง เช่น อำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอแม่สาย มีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่พร้อมกว่า ประชากรมีโอกาสเข้าถึงงานและรายได้จากการค้าบริการ ขณะที่พื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ยังพึ่งพาภาคเกษตรกรรมและอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่

     5) สรุปเชิงวิเคราะห์

        โดยภาพรวม จังหวัดเชียงรายมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการพัฒนาในภาคบริการและการค้าชายแดนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอย่างไรก็ตาม ความผันผวนของรายได้จากภาคเกษตรกรรม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองกับชนบท และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการพิจารณาในการวางแผนส่งเสริมการเรียนรู้ของจังหวัด

แนวโน้มเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ในปี 2568

  1. ด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

     สํานักงานคลังจังหวัดเชียงราย คาดว่าเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายในปี 2568 จะขยายตัวในอัตรา    ร้อยละ 1.2 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.7 ถึง 1.7) ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อน ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.6 โดยเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายขยายตัวตามหลายปัจจัยที่สนับสนุน
โดยมีการใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สําคัญ รวมทั้งการขยายตัวด้านการบริโภคภาคเอกชน     ภาคบริการ ภาคเกษตรกรรม การลงทุนภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ตามลําดับ

     ด้านอุปทาน (การผลิต) คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.2 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.7)
เป็นผลจาก ภาคบริการ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.0 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.5 ถึง 4.5) จากการขยายตัวของจํานวนนักท่องเที่ยว รายได้จากการขายส่ง – ขายปลีก เงินเดือนและเงินค่าจ้างอื่น ๆ กระทรวงสาธารณสุข ภาษีมูลค่าเพิ่มหมวดโรงแรมและภัตตาคาร ปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคบริการ และจํานวน ผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยาน ซึ่งขยายตัวตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายในประเทศ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดที่กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ประกอบกับยังมีผลเชิงบวกจากนโยบายภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่าย
ภาคเกษตรกรรม คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.6 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.1 ถึง 4.1) จากการขยายตัวของผลผลิตทางการเกษตรและปศุสัตว์ ได้แก่ สับปะรด ลิ้นจี่ ลําไย ยางพารา ชา กาแฟ ข้าว และสุกร เนื่องจา สภาพอากาศที่เอื้ออํานวย ปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามความแปรปรวน ของสภาพอากาศที่อาจจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม คาดว่าจะขยายตัว ร้อยละ 1.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.3 ถึง 2.3) ตามการขยายตัวของจํานวนโรงงานอุตสาหกรรม ปริมาณการใช้ ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม และจํานวนทุนจดทะเบียนอุตสาหกรรม ตามลําดับ

     ด้านอุปสงค์ (การใช้จ่าย) คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.3 ถึง 3.3) โดยมี การใช้จ่ายภาครัฐ เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สําคัญ ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 17.0
(ช่วงคาดการณ์ ที่ร้อยละ 16.5 ถึง 17.5) เนื่องจากมีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ
พ.ศ. 2568 มากกว่าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประกอบกับมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ.2568 ที่รวดเร็ว ทําให้มีระยะเวลาในการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ด้านการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.2 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.7 ถึง 4.7) เป็นผลจากการขยายตัวของปริมาณการจําหน่ายสุรา ภาษีมูลค่าเพิ่มหมวดขายส่ง ขายปลีกฯ จํานวนรถยนต์นั่ง
จดทะเบียนใหม่ ปริมาณการใช้ไฟฟ้า ภาคครัวเรือน และจํานวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ด้านการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.0 ถึง 4.0) จากพื้นที่อนุญาตก่อสร้าง และสินเชื่อเพื่อการลงทุน เป็นสําคัญ ในขณะที่ ด้านการค้าชายแดน คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -5.0 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 5.5 ถึง -4.5) เนื่องจาก การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ได้แก่ มาตรการ
“3 ตัด” (การระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า และสัญญาณโทรคมนาคม) ไปประเทศเมียนมา มาตรการคุมเข้มการนําเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเมียนมา การเปลี่ยนแปลงนโยบาย/กฎระเบียบของ สปป.ลาว ได้แก่ มาตรการปรับปรุงพิธีการศุลกากรและเอกสาร มาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อนในผลไม้ที่ส่งออกไปยังประเทศจีนที่เข้มงวดมากขึ้น และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด

1.2 ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ

     เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในจังหวัดเชียงราย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ ร้อยละ 0.3 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -0.2 ถึง 0.8) ลดลงจากปี 2567 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.1 ต่อปีเนื่องจากการลดลงของราคาสินค้าสําคัญที่มีผลต่อค่าครองชีพ เช่น ราคาอาหารสด และราคาน้ำมันเชื้อเพลิง สําหรับผู้มีงานทําขยายตัวจากปีก่อนที่ร้อยละ 0.3 โดยคาดว่าจะมีผู้มีงานทําในปี 2568 จํานวน 619,252 คน

ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจในปี 2568 และปี 2569 ของจังหวัดเชียงราย

1. การดําเนินนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกร เช่น โครงการพัฒนา ศักยภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรปลูกข้าว ปีการผลิต 2568/69 (ไร่ละ 1,000 บาท) และมาตรการรักษา เสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต 2568/69 รวมทั้งมาตรการด้านสินเชื่อและด้านพัฒนาประสิทธิภาพ เป็นต้น

2. การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ได้แก่ มาตรการกระตุ้นกําลังซื้อ ผ่านการใช้จ่ายผ่านสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการพักชําระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ เป็นต้น

3. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดเชียงราย ในช่วงปี 2568 – 2569 มีการมุ่งเน้น ด้านการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงจังหวัดเชียงรายกับจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โครงการก่อสร้างถนน เส้นทางการค้า North-South Economic Corridor เพื่อเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการค้า ระหว่างประเทศไทยกับสปป.ลาว เมียนมา และจีน (R3A) ทางหลวงหมายเลข 118 (เชียงใหม่-เชียงราย) รวมทั้งโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการ ท่องเที่ยวและการบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

4. การพัฒนาสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยการลงทุนในการขยายและปรับปรุงสนามบินเพื่อรองรับจํานวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มเที่ยวบินทั้งภายในประเทศและต่างประเทศโดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงรายมากขึ้น

5. จังหวัดเชียงรายมีจุดเด่นจากความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ความหลากหลายทางวัฒนธรรมล้านนา ทรัพยากรธรรมชาติ และกลุ่มชาติพันธุ์ ทําให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศเป็นเมืองรองที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดอันดับที่ 1

ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจในปี 2568 และปี 2569 ของจังหวัดเชียงราย

1. ความผันผวนและความเปราะบางของการค้าชายแดน เนื่องจากการค้าชายแดนและการค้า
ผ่านแดนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย ทําให้เกิดความเสี่ยงสูงจากปัจจัยที่ไม่แน่นอน ได้แก่ เปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบการนําเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้า รวมทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งและ ความไม่สงบ หรือการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้าน อาจส่งผลกระทบต่อความสะดวกในการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์

2. ปัญหาภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วมและดินถล่ม ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ
ทําให้ผลผลิตทางการเกษตรรวมทั้งสถานประกอบการได้รับความเสียหาย

3. ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนในระดับสูงและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ส่งผลกระทบกับการบริโภคและการใช้จ่ายภายในจังหวัด

4. ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งภาคเกษตร และภาคนอกเกษตร

5. ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในช่วงฤดูแล้งยังคงเป็นภัยคุกคามระยะยาวต่อ เศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะปัญหาการเผาในประเทศเพื่อนบ้านยังส่งผลให้เกิดหมอกควันข้ามแดน ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ บรรยากาศ และการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงต้นปี

6. ความวิตกกังวลต่อปัญหาสารหนู (Arsenic) ปนเปื้อนในแม่น้ำกก มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงรายในหลายมิติ เนื่องจากแม่น้ำกกเป็นทั้งแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคที่สําคัญและเป็นแกนหลักของการท่องเที่ยวและเกษตรกรรมในพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย

สมมติฐานหลักในการประมาณการเศรษฐกิจ

1. ด้านอุปทาน (การผลิต) ในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.2 (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้
ณ มิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.4) เป็นผลมาจากการขยายตัวของภาคบริการ        
ภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวร้อยละ 4.0, 3.6 และ 1.8 ตามลําดับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1.1 ปริมาณผลผลิตข้าว ในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.0 (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้
ณ มิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.3) โดยมีปริมาณผลผลิตทั้งปีอยู่ที่ 940,022 ตัน เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอ เอื้อต่อการเจริญเติบโตของข้าว เกษตรกรมีการบริหารจัดการผลผลิตที่ดีขึ้น ทําให้ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้งหรืออุทกภัยรุนแรงได้ รวมทั้งนโยบายรัฐบาลและมาตรการช่วยเหลือ เกษตรกร เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2568/69 (ไร่ละ 1,000 บาท) และในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.5 โดยมีปริมาณผลผลิตทั้งปีอยู่ที่ 954,122 ตัน

   1.2 ปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในปี 2568 คาดว่าจะหดตัวร้อยละ – 0.5 (ลดลง จากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.0) โดยปริมาณผลผลิตทั้งปีคาดว่า อยู่ที่ 108,776 ตัน เนื่องจากราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรขายได้ต่ำกว่าราคาประกัน ส่งผลให้เกษตรกร
ไม่มีแรงจูงใจในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และในปี 2569 คาดว่าจะหดตัวอยู่ที่ร้อยละ -2.5 โดยมีปริมาณ ผลผลิตทั้งปีอยู่ที่ 106,056 ตัน

   1.3 ปริมาณผลผลิตยางพารา ในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.7 (เพิ่มขึ้น จากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.0) โดยปริมาณผลผลิตทั้งปีคาดว่าอยู่ที่ 110,644 ตัน เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอ เอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง ส่งให้ผลต้นยางพารามีความสมบูรณ์ มีพื้นที่เปิดกรีดยางเพิ่มขึ้น รวมทั้งการระบาดของโรคใบร่วงที่ลดลง ทําให้ได้ผลผลิตสูง และในปี 2569 คาดว่าจะ ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.7 โดยมีปริมาณผลผลิตทั้งปีอยู่ที่ 114,701 ตัน

   1.4 ปริมาณผลผลิตปลานิล ในปี 2568 คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 0.5 (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้
ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.0) โดยปริมาณผลผลิตทั้งปีอยู่ที่ 14,177 ตัน เนื่องจาก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารสําเร็จรูปและลูกปลาซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการเลี้ยง  ปลานิล และในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.0 โดยปริมาณผลผลิตทั้งปีอยู่ที่ 14,319 ตัน

   1.5 จํานวนโรงงานอุตสาหกรรม ในปี 2568 คาดว่าจํานวนโรงงานอุตสาหกรรม จะเพิ่มขึ้นจากปี 2567 จํานวน 20 โรง (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากคาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่า จะมีจํานวน 681 โรง) ทั้งปีคาดว่าจะมีจํานวนโรงงานอุตสาหกรรม จํานวน 682 โรง เนื่องจากมีการก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับความต้องการลงทุนของภาคเอกชน จึงมีการจดทะเบียนและ ก่อตั้งโรงงานประเภทอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร อุตสาหกรรมก่อสร้าง กรวด หิน ดิน ทราย) และอุตสาหกรรมอโลหะ (ซีเมนต์ คอนกรีตฯ) เพิ่มขึ้น และในปี 2569 คาดว่าจะมีจํานวนโรงงานอุตสาหกรรม
706 โรง

   1.6 ปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม ในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.5 (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.0) เนื่องจากการเพิ่มขึ้น ของธุรกิจภาคอุตสาหกรรม และการเพิ่มอัตรากําลังการผลิตของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.0

   1.7 จํานวนนักท่องเที่ยว ในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.6 (เพิ่มขึ้นจาก ที่คาดการณ์ไว้   ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.0) โดยคาดว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยว จํานวน 6,490,083 คน เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการจัดกิจกรรมส่งเสริม การท่องเที่ยวของภาครัฐและภาคเอกชนที่มีอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง การประชุมใหญ่ ระดับนานาชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เช่น การประชุม AIPH Spring Meeting & Green City Conference 2025 การประชุม PATA Destination Maketing Forum 2025 ส่งผลให้จํานวนนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.3 โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งปี จํานวน 6,765,911 คน

   1.8 จํานวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง ในปี 2568 คาดว่า ขยายตัวร้อยละ 2.8 (เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -1.7) โดยคาดว่าทั้งปีจะมีผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานทั้งปี จํานวน 1,965,564 คน เนื่องจากมีการจัดกิจกรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการเปิดเส้นทางการบินใหม่ (เชียงราย-สุวรรณภูมิ) ของสายการบินไทยแอร์เอเชีย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และในปี 2569 คาดว่าจะ ขยายตัวร้อยละ 4.4 โดยคาดว่าจะมีผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานทั้งปี จํานวน 2,052,049 คน

2. ด้านอุปสงค์ (การใช้จ่าย) ในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.8 (ลดลงจาก ที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.0) เป็นผลมาจากการขยายตัวของ การใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวร้อยละ 17.0, 4.2 และ 3.5 ตามลําดับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

   2.1 ภาษีมูลค่าเพิ่มหมวดขายส่ง ขายปลีก ในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.3 (เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.5) โดยมียอดภาษีมูลค่าเพิ่ม
หมวดขายส่ง ขายปลีกฯ ทั้งปีจํานวน 744.8 ล้านบาท เนื่องจากการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อน เศรษฐกิจครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการท่องเที่ยว ด้านการลดผลกระทบ การส่งออกและเพิ่มผลผลิต และด้านเศรษฐกิจชุมชน ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้น และในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.7 โดยมียอดภาษีมูลค่าเพิ่มหมวดขายส่ง ขายปลีกฯ ทั้งปี จํานวน
757.5 ล้านบาท

   2.2 จํานวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ ในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.0 (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 14.0) โดยคาดว่าจะมียอดการจดทะเบียน จํานวน 7,001 คัน เนื่องจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีการแข่งขันสูงทําให้ผู้ประกอบการต้องใช้กลยุทธ์ด้านราคาและการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่สนองต่อความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง รถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.0 (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 7.0) โดยคาดว่าทั้งปีมียอดการจดทะเบียน จํานวน 30,139 คัน โดยยอดจําหน่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในรอบครึ่งปีหลัง และในปี 2569 คาดว่าจํานวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.0 จํานวน 7,141 คัน และรถจักรยานยนต์จด ทะเบียนใหม่ จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.0 จํานวน 30,441 คัน

   2.3 สินเชื่อเพื่อการลงทุนของสถาบันการเงินในจังหวัดเชียงราย ในปี 2568 คาดว่าจะ ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.0 (เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.1)
คิดเป็นวงเงินสินเชื่อจํานวน 44,186 ล้านบาท เนื่องจากผู้ประกอบการมีการลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัว ของเศรษฐกิจ มีการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนต่างชาติ รวมทั้ง สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการขยายการลงทุนของนักลงทุน และในปี 2569
คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.0 คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ จํานวน 45,944 ล้านบาท

   2.4 รถยนต์เพื่อการพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในปี 2568 คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 10.0
(หดตัวลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 13.0) โดยคาดว่าจะมียอดการจดทะเบียน 2,282 คัน ความต้องการรถยนต์กระบะบรรทุก (ปิคอัพ) ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินกับผู้ซื้อรถกระบะ และในปี 2569 คาดว่าจะหดตัว
ร้อยละ -10.0 จํานวน 2,054 คัน

   2.5 การใช้จ่ายของภาครัฐ ในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 17.0 (เพิ่มขึ้นจาก ที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 11.3) เนื่องจากมีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มากกว่าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประกอบกับมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่รวดเร็ว ทําให้มีระยะเวลาในการใช้จ่าย เงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 18.8 เนื่องจากภาครัฐยังคงเดินหน้า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในปี 2569 รวมทั้งการประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

สําหรับผลการเบิกจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รายจ่ายภาครัฐ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567
ถึง 30 กันยายน 2568 จังหวัดเชียงรายได้รับจัดสรรงบประมาณภาพรวม จํานวน 18,966.81 ล้านบาท เบิกจ่าย จํานวน 15,490.19 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 81.67 ของวงเงินงบประมาณในภาพรวม เป้าหมาย การเบิกจ่ายงบประมาณ ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 กําหนดไว้ร้อยละ 94.00 เบิกจ่ายได้ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 12.33 โดยรายจ่ายประจํา ได้รับจัดสรรงบประมาณ จํานวน 10,273.40 ล้านบาท เบิกจ่ายจํานวน 10,124.59 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.55 เป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณ ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 กําหนดไว้ร้อยละ 98.00 เบิกจ่ายได้ สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 0.55 สําหรับรายจ่ายลงทุนได้รับจัดสรรงบประมาณ จํานวน 8,693.41 ล้านบาท เบิกจ่าย จํานวน 5,368.60 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 61.72 เป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณ      ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 กําหนดไว้ร้อยละ 80.00 เบิกจ่ายได้ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 18.28 ในส่วนของงบประมาณของจังหวัดเชียงราย ได้รับจัดสรรงบประมาณ 680.77 ล้านบาท เบิกจ่ายจํานวน 221.79 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32.58 ของวงเงิน งบประมาณที่ได้รับจัดสรร

   2.6 มูลค่าการค้าชายแดนโดยเฉลี่ย ในปี 2568 คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -5.0 (ลดลงจาก ที่คาดการณ์ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 1.9) โดยมีมูลค่าการส่งออก 88,343 ล้านบาท หดตัวร้อยละ -3.5 และมีมูลค่าการนําเข้า 23,806 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 6.5 เนื่องจากการปราบปราม อาชญากรรมออนไลน์ ได้แก่ มาตรการ “3 ตัด” (การระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า และสัญญาณ โทรคมนาคม) ไปประเทศเมียนมา มาตรการคุมเข้มการนําเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเมียนมา การเปลี่ยนแปลงนโยบาย/กฎระเบียบของ สปป.ลาว ได้แก่ มาตรการปรับปรุงพิธีการศุลกากรและเอกสาร มาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อนในผลไม้ที่ส่งออกไปยังประเทศจีนที่เข้มงวดมากขึ้น และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด และในปี 2569 คาดว่าจะหดตัวอยู่ที่ร้อยละ – 6.5 โดยมีมูลค่าการส่งออก 86,576 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 2.0 และมีมูลค่าการนําเข้า 21,187 ล้านบาทหดตัวร้อยละ -11.0

3. ด้านรายได้เกษตรกร ในปี 2568 คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -5.5 (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.3) เป็นผลมาจากราคาผลผลิตที่เกษตรกรขายได้ลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะลําไย ลิ้นจี่ สับปะรด ข้าว และชา ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าความต้องการของตลาด ทําให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.9

   3.1 ราคาข้าวเฉลี่ยในจังหวัดเชียงราย ในปี 2568 คาดว่าจะมีราคา 8,389 บาท/ตัน (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะมีราคาเฉลี่ย 9,748 บาท/ตัน) ลดลงจากปี 2567 เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ความต้องการบริโภคภายในประเทศที่ทรงตัว ประกอบกับผู้ประกอบการ โรงสีข้าวได้มีการเก็บสต๊อกผลผลิตข้าวมากกว่าความต้องการของผู้บริโภค และในปี 2569 คาดว่าจะมีราคาข้าว

   3.2 ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เฉลี่ย ในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 7.6 บาท/กิโลกรัม (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะมีราคาเฉลี่ย 7.7 บาท/กิโลกรัม) ลดลงจากปี 2567 เนื่องจากราคารับซื้อหน้าโรงงานอาหารสัตว์ของผู้รับซื้อรายใหญ่มีราคาต่ำ และบางแห่งมีการรับซื้อน้อยลง

   3.3 ราคายางพาราเฉลี่ย ในปี 2568 คาดว่าจะมีราคา 54,558 บาท/ตัน (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะมีราคาเฉลี่ย 55,695 บาท/ตัน) ลดลงจากปี 2567 เนื่องจาก ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ทําให้ยางสังเคราะห์ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนยาง ธรรมชาติปรับตัวลดลง และในปี 2569 คาดว่าจะมีราคาข้าวเฉลี่ยอยู่ที่ 57,286 บาท/ตัน

   3.4 ราคาปลานิลเฉลี่ย ในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 65 บาท/กิโลกรัม (เพิ่มขึ้นจาก ที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะมีราคาเฉลี่ย 64 บาท/กิโลกรัม) เพิ่มขึ้นจากปี 2567 เนื่องจากปริมาณผลผลิตปลานิลลดลง ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารสําเร็จรูปและลูกปลา ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการเลี้ยงปลานิล ส่งผลให้ราคาปลานิลปรับเพิ่มขึ้น และในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 63 บาท/กิโลกรัม

 4. ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงราย ในปี 2568 อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 0.3 (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.0) ลดลงจากปี 2567 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.1 เนื่องจากการลดลงของราคาสินค้าสําคัญที่มีผลต่อค่าครองชีพ เช่น ราคาอาหารสด และราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และในปี 2569 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 1.4

ด้านจํานวนผู้มีงานทํา ในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 0.3 (ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ ณ เดือนมิถุนายน 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.8) โดยคาดว่าจะมีผู้มีงานทําจํานวน 619,252 คน เนื่องจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องขยายกิจการ/ปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อรองรับ การให้บริการ รวมถึงการส่งเสริมการมีงานทําในรูปแบบการจัดหางานภายในประเทศและต่างประเทศ และในปี 2569
คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยคาดว่าจะมีอยู่มีงานทําจํานวน 626,418 คน

1.3 บริบทด้านสังคมและวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงราย

จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางสังคม วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ โดยประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมีวิถีชีวิตแบบชนบทผสมผสานกับการขยายตัวของเขตเมืองและ
ภาคบริการ ทั้งนี้ ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมของจังหวัดมีความโดดเด่นหลายประการ ดังนี้

1.3.1 โครงสร้างประชากร จังหวัดเชียงรายมีประชากรทั้งหมดประมาณ 1.28 ล้านคน (ข้อมูลปี

 พ.ศ. 2568) โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 23.07 ของประชากรทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าจังหวัดเชียงรายได้เข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” แล้ว ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวางแผนการพัฒนาและการส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนในทุกช่วงวัยในขณะเดียวกัน จังหวัดมีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15–59 ปี) อยู่ในสัดส่วนร้อยละประมาณ 64 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม

การบริการ และการค้าชายแดนประชากรในเขตจังหวัดเชียงราย

1.3.2 สภาพทางสังคม อัตราการว่างงานของจังหวัดเชียงรายอยู่ที่ประมาณ 0.84% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ แสดงถึงการมีงานทำในระดับสูง แต่ยังมีลักษณะของ “แรงงานไม่มั่นคง” หรือ “แรงงานนอกระบบ” เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคเกษตรและภาคบริการที่มีลักษณะงานตามฤดูกาลรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนในจังหวัดเชียงรายอยู่ที่ประมาณ 22,963 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ (ประมาณ 29,000 บาทต่อเดือน) สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางรายได้ระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบทค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 12,908 บาทต่อเดือน และมีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 103,165 บาท ซึ่งบ่งชี้ถึงภาระทางเศรษฐกิจของครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

1.3.3 การศึกษาและการรู้หนังสือ ประชาชนในจังหวัดเชียงรายส่วนใหญ่สามารถอ่านออกเขียนได้ในระดับพื้นฐาน แต่ยังมีบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ และประชากรในพื้นที่ห่างไกลชายแดน ที่มีอัตราการรู้หนังสือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัดการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพบปัญหาการออกกลางคันในระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่ต้องช่วยเหลือครอบครัวทางเศรษฐกิจ

1.3.4 โครงสร้างทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทาง
ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ไทยพื้นถิ่นและกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ เช่น อาข่า ลาหู่ ลีซู ลีโซ ม้ง และไทยใหญ่ เป็นต้นกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีภาษาท้องถิ่น ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมเฉพาะตนที่ยังคงได้รับการสืบทอดและอนุรักษ์ไว้ในระดับชุมชนในขณะเดียวกัน จังหวัดยังมีแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา และลาว ซึ่งเข้ามาประกอบอาชีพในภาคเกษตรและภาคบริการ ส่งผลให้สังคมเชียงรายมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น แบ่งกลุ่มคนเชียงราย ดังนี้

  1. คนเมือง เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดในอดีตเรียกว่า ไทยยวน หรือลาวพุงดำ ผู้ชายจะมีรูป

ร่างโปร่งบางกว่าคนไทยภาคกลางเล็กน้อย ผู้หญิงมีรูปร่างผิวพรรณและหน้าตางดงาม มีภาษาพูดแตกต่างไปจากไทยภาคกลางเล็กน้อย มีตัวหนังสือเฉพาะของตนเอง การแต่งกายพื้นเมือง ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นยาวเกือบถึงตาตุ่มใส่เสื้อแขนกระบอก ห่มสไบ เกล้าผมทัดดอกไม้ ชายนิยมนุ่งกางเกงขายาว ใส่เสื้อคอกลมแขนสั้นสีครามเข้มมีผ้าขาวม้าคาดเอว บ้านเรือนยกใต้ถุนสูง หน้าจั่วหลังคา มีไม้ไขว้กันประดับด้วยลวดลายเรียกว่า กาแลเครื่องดนตรีที่สำคัญได้แก่ เปี๊ยะ สะล้อ ซึง ปี่ แน กลอง นาฏศิลป์พื้นบ้าน มีการฟ้อนเมือง ฟ้อนม่าน ฟ้อนเงี้ยวประเพณีที่สำคัญคล้ายไทยภาคกลาง มีบางส่วนที่แตกต่างกันออกไป เช่น ปอยหลวง เรียกขวัญ สืบชะตา

  • ไทลื้อ,ไทเขิน,ไทใหญ่ เป็นกลุ่มชนที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง และทางตอนใต้ของจีน

3) ไทลื้อ เป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ตอนกลางและตอนบนตั้งแต่แขวงไชยบุรี ประเทศลาวขึ้นไป

  • ไทยเขิน  มีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำขิ่นในรัฐฉาน จึงได้ชื่อว่าไทขีน ได้เข้ามาอยู่ใน

จังหวัดเชียงราย ในเขตอำเภอเมืองฯ อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน

  • ไทใหญ่ เรียกตนเองว่าไต ถูกคนเมืองเรียกว่า เงี้ยว และพม่าเรียกว่าฉาน ซึ่งแปลว่าคนภูเขา

ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนไทยทั่วไป รูปร่างสูงโปร่งแข็งแรง มือเท้าเล็ก ผู้หญิงมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม
ผิวเนียนกว่าผู้หญิงพม่าเล็กน้อย หน้าตาเฉลียวฉลาด มีภาษาพูดแตกต่างไปจากคนเมือง และคนไทยภาคกลางเล็กน้อยมีตัวหนังสือของตนเอง การแต่งกายพื้นบ้าน ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นยาวเกือบถึงตาตุ่ม ใส่เสื้อแขนกระบอกเข้ารูป เกล้าผมมวยโพกศีรษะด้วยผ้า เจาะหูใส่ตุ้มหู ผู้ชายใส่เสื้อแบบจีน นุ่งกางเกงขายาว และเกล้าผมมวย สวมหมวกปีกกว้าง เจาะหูใส่ตุ้ม บ้านเรือนยกใต้ถุนสูง มีไม้แกะสลักประดับ เครื่องดนตรีสำคัญได้แก่
ฆ้อง กลอง ฉาบ นาฏศิลป์พื้นบ้านมีเต้นโต ฟ้อนนก ประเพณีสำคัญคล้ายคนไทยทั่วไป

  • ชาวไทยภูเขาประกอบด้วย อาข่า ลาหู่ เมี่ยน กะเหรี่ยง ลีซู ม้ง
  • ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าหมายถึง บุคคลหลายสัญชาติที่อพยพมาจากพม่าเข้าอยู่ในประเทศ

ไทยก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2519 การออกนอกเขตจังหวัดที่อยู่อาศัยต้องขออนุญาตจากปลัดกระทรวงมหาดไทย

  • ชาวลาวอพยพ หมายถึง คนลาวที่อาศัยอยู่กับญาติพี่น้องตามแนวชายแดนของประเทศไทย

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของลาวในปี พ.ศ. 2517 ขณะนี้ทางการของไทยยังไม่อนุญาต
ให้เดินทางออกนอกเขตจังหวัดที่อยู่อาศัย

  • ชาวจีน ชนกลุ่มน้อยซึ่งสืบเชื้อสายจีน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นอดีตทหารพรรคก๊กมินตั๋ง

ได้มาตั้งรกรากในพื้นที่ ที่มีความโดดเด่นได้แก่ หมู่บ้านสันติคีรี

1.3.5 การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ครัวเรือนในจังหวัดเชียงรายสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ประมาณ ร้อยละ 78.40 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นในภาคเหนืออย่างไรก็ตาม ยังพบ “ช่องว่างทางดิจิทัล” ในกลุ่มผู้สูงอายุ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ การทำงาน หรือการประกอบอาชีพ ส่งผลให้การพัฒนาทักษะดิจิทัลยังคงเป็นประเด็นสำคัญของจังหวัด

1.3.6 สุขภาพและคุณภาพชีวิต จังหวัดเชียงรายมีการพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง โดยมีโรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลชุมชน และสถานีอนามัยครอบคลุมทุกอำเภออย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญ ได้แก่ การดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มจำนวนขึ้น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะสุขภาพจิตของกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่นการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านสุขภาวะและการดูแลตนเองจึงเป็นส่วนสำคัญของการส่งเสริมการเรียนรู้ในระดับพื้นที่

1.3.7 วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เชียงรายมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมล้านนาที่โดดเด่น เช่น ประเพณียี่เป็ง สงกรานต์ การฟ้อนเล็บ การทำเครื่องเงิน งานหัตถกรรม และศิลปะพื้นบ้านนอกจากนี้ ยังมีแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เช่น วัดพระธาตุดอยตุง วัดร่องขุ่น พิพิธภัณฑ์บ้านดำ และชุมชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่สามารถใช้เป็นฐานการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมได้การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับการเรียนรู้สมัยใหม่ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ของประชาชนในจังหวัด

1.3.8 ศาสนาและความเชื่อ ประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดเชียงรายนับถือศาสนาพุทธ ร้อยละประมาณ 95ของประชากรทั้งหมด โดยมีวัดพุทธศาสนาในพื้นที่กว่า 1,000 แห่ง ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางจิตใจและศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชนนอกจากนี้ ยังมีประชาชนบางส่วนที่นับถือศาสนาคริสต์ อิสลาม และศาสนาพื้นบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง เช่น อาข่า ลาหู่ และม้ง ซึ่งมีความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติและบรรพบุรุษควบคู่กับการนับถือศาสนาหลักวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น วัดพระธาตุดอยตุง วัดร่องขุ่น
วัดพระแก้ว วัดพระสิงห์ วัดร่องเสือเต้น เป็นศูนย์รวมศรัทธาและเป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัด

1.3.9 ชุดประจำถิ่น ชุดพื้นเมืองของจังหวัดเชียงรายสะท้อนเอกลักษณ์ล้านนา โดยผู้หญิงนิยมสวม ผ้าซิ่นลายขวาง และเสื้อแขนกระบอกเรียบเรียงด้วยผ้าฝ้ายทอมือ ส่วนผู้ชายนิยมสวม เสื้อม่อฮ่อม และกางเกงสะดอในกลุ่มชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มจะมีเครื่องแต่งกายเฉพาะ เช่น

  1. อาข่า: สวมหมวกประดับลูกปัดและเหรียญเงิน เครื่องเงินจำนวนมาก
  2. ลาหู่: ใช้ผ้าสีสดตัดต่อเป็นลวดลายเรขาคณิต
  3. ม้ง: ใช้ผ้าปักลายละเอียดสีสดใส
  4. ลีซู: เครื่องแต่งกายสีสันสดใส มีขอบผ้าสีชมพูหรือเขียวสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะ

เครื่องแต่งกายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ยังสะท้อนฐานะและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์

1.3.10 ภูมิปัญญาท้องถิ่นและปราชญ์ชาวบ้าน จังหวัดเชียงรายมีปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต ศิลปหัตถกรรม และการอนุรักษ์วัฒนธรรม เช่น

1) การทอผ้าพื้นเมือง ของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า ลาหู่ และไทลื้อ

2) การทำเครื่องเงิน เครื่องจักสาน เครื่องปั้นดินเผา และงานแกะสลักไม้

3) ภูมิปัญญาการเกษตรอินทรีย์และเกษตรผสมผสาน

4) การแพทย์พื้นบ้านล้านนา เช่น การนวดแผนล้านนา การใช้สมุนไพรพื้นถิ่นปราชญ์

ชาวบ้านและศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน

1.3.11 ภาษาถิ่น ภาษาหลักของจังหวัดเชียงรายคือ ภาษาล้านนา (คำเมือง) ภาษาพูด ใช้พูดจากันเรียกว่า อู้คำเมือง สำเนียงพูดของชาวเชียงรายไม่เหมือนกับจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือ คือไม่เนิบนาบ และไม่ห้วนจนเกินเป็นสำเนียงที่หล่อหลอมขึ้นมาใหม่ซึ่งใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันควบคู่กับภาษาไทยกลางในพื้นที่ชนเผ่ามีการใช้ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ภาษาม้ง อาข่า ลีซู ลาหู่ และไทใหญ่ การส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาท้องถิ่นและการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องจึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนา “ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม” และ “การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม”เนื่องจากเชียงรายเคยเป็นเมืองร้าง
ผู้คนนานเกือบร้อยปี ได้มีการฟื้นฟูบ้านเมืองขึ้นมาใหม่เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2384 โดยได้เกณฑ์ราษฎรจากเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และชนเผ่าไตใหญ่ ไตลื้อ ไตยอง และไตขืน (เขิน) ซึ่งอพยพจาก
เชียงตุง และสิบสองปันนา รวมทั้งชาวลาวจากประเทศลาว ได้เข้ามาอาศัยอยู่รวมกัน ดังนั้นสำเนียงพูดของชาวเชียงรายจึงมีความหลากหลายทางสำเนียงในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ภาษาหลักของเชียงรายจะอยู่ที่อำเภอเมือง อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย อำเภอเวียงชัย และอำเภอพาน

ภาษาเขียน เชียงรายก็เช่นเดียวกันกับจังหวัดทางภาคเหนืออื่น ๆ คือมีภาษาเขียนที่เรียกว่าอักขระล้านนา หรือตัวเมือง อักษรล้านนามีวิวัฒนาการมาจากอักษรพราหมีของอินเดีย มีการจัดระบบของหลักภาษาคล้ายกับภาษาบาลี อักษรล้านนามีรูปทรงกลมป้อมคล้ายอักษรพม่าและมอญ แต่หลักการทางภาษา            ไม่เหมือนกัน จากหลักฐานในศิลาจารึกวัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่    แสดงให้เห็นว่ารูปทรงของอักษรล้านนามีรูปทรงเป็นตัวเหลี่ยมมาก่อ

1.3.12 สินค้าประจำถิ่นและอาหารพื้นบ้าน

                    1) สินค้าสำคัญของจังหวัด สินค้าเกษตรที่โดดเด่นของจังหวัดเชียงราย ได้แก่

   – ข้าวหอมมะลิ ลักษณะเด่น เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง เป็นพันธุ์ข้าวชนิดพื้นนุ่ม มีกลิ่นหอม

ตามธรรมชาติ ทั้งข้าวใหม่ และข้าวเก่า คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม
ข้าวหุงสุกมีความอ่อนนุ่ม พื้นที่ เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2566/67 จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ส่งเสริมปลูกข้าวหอมมะลิในพื้นที่ 189,774 ไร่ ผลผลิตรวม 124,092 ตัน

 – ชา จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกชา 91,142 ไร่ ผลผลิตรวม 113,522 ตัน แบ่งเป็น 2

สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์จีน (อู่หลง) และชาสายพันธุ์อัสสัม กระบวนการเก็บเกี่ยวใบชา ใช้มือเด็ด หรือใช้กรรไกรตัด ทำให้สามารถ เลือกขนาดของยอดชา ที่มีคุณภาพดี ไปผลิตชาคุณภาพดี การปลูกชา เกษตรกรจะปลูกต้นชาเรียงรายเป็นแถวยาว แบบขั้นบันได ประกอบกับบรรยากาศของหุบเขาที่ล้อมรอบ ทำให้จังหวัดเชียงรายเป็นแหล่งชิมชา เป็นแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอันดับต้น ๆของประเทศ และได้จดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทาง ปัญญาเพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ “จีไอ” (GI : Geographical Indication) ด้วยภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่สูง มีดินอุดมสมบูรณ์ ฝนตกชุก ต้นชา จึงเจริญงอกงามและมีคุณภาพ

– กาแฟ จังหวัดเชียงราย เป็นแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์อราบิก้า มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ

ไทย โดยปลูกในภูมิประเทศภูเขาสูง ที่ระดับความสูง 900 -1,400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มีพื้นที่ปลูกรวมทั้งหมด 55,395 ไร่ ผลผลิตมากถึง 4,849 ตัน กาแฟเชียงรายมีเอกลักษณ์เฉพาะของกลิ่นที่หอมเป็นพิเศษ
เจือรสเปรี้ยว (กรดจากผลไม้) ที่ดื่มแล้วทำให้รู้สึกชุ่มคอ มีสารคาเฟอีนต่ำ มีรสชาติกลมกล่อม เป็นความลงตัวระหว่างพื้นที่ เพาะปลูกกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่สูง และมีอากาศหนาวเย็นตลอดปีประกอบกับการดูแล เอาใจใส่ ในทุกขั้นตอน ทำให้ได้กาแฟอราบิก้าที่มีคุณภาพสูง

–  สับปะรดนางแล สับปะรดนางแลพันธุ์ดั้งเดิมของจังหวัดเชียงราย ลักษณะเด่น ตาของ

สับปะรดนางแล จะนูนโปนออกมาไม่ฝังลึก สามารถปอกด้วยมีดเพียงบาง ๆ ก็จะถึงเนื้อในไม่มีส่วนของตาเหลืออยู่ ทำให้ ไม่ต้องเสียเวลาและเสียเนื้อในการที่จะต้องกรีดเอาตาออกเหมือนสับปะรดพันธุ์อื่น เนื้อจะมี
รสหวานฉ่ำ สีเหลืองเข้ม ออกสีน้ำผึ้ง กลิ่นหอมเหมือนกลิ่นน้ำผึ้ง และได้จดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์ สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็น เอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ “จีไอ” (GI : Geographical Indication) ภาคเหนือ พื้นที่ปลูก อำเภอเมืองเชียงราย จำนวน 1,180 ไร่ ผลผลิตรวม 2,047 ตัน

– สับปะรดภูแล สับปะรดภูแล ต้นกำเนิดคือพันธุ์ภูเก็ต ซึ่งได้นำกล้าพันธุ์มาเพาะปลูกในพื้นที่

ตำบลนางแล และบริเวณใกล้เคียง ลักษณะเด่น มีเนื้อสีเหลืองกรอบ กลิ่นหอม แกนสับปะรดกรอบรับประทานได้ เปลือกค่อนข้างหนา เหมาะสำหรับการขนส่งระยะไกล สับปะรดภูแลเป็นที่ต้องการของตลาด และชื่นชอบในรสชาติมาก ซึ่งมีการส่งออกไปยัง ประเทศจีนเป็นจำนวนมาก และได้จดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์ สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้า ที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ “จีไอ” (GI : Geographical Indication) พื้นที่ปลูกอำเภอเมืองเชียงราย จำนวน 27,730 ไร่ ผลผลิต 43}359 ตัน

–  ส้มโอเวียงแก่น ส้มโอเวียงแก่น มีการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสมหรือ GAP (Good

Agricultural Practice) พันธุ์ส้มโอที่นิยมปลูกมากที่สุด คือ พันธุ์ทองดี เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่นิยมส่งออกมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง ขาวใหญ่ เซลเลอร์ ขาวพวง ทับทิม และท่าข่อย การตลาดส้มโอเวียงแก่น เป็นการส่งออก คิดเป็นร้อยละ 70 ที่เหลือร้อยละ 30 เป็นการจำหน่ายเพื่อบริโภคในประเทศ โดยมีตลาดที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU) สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ซึ่งจะเน้นคุณภาพระดับสูง (เบอร์ 1-2) ส่วนส้มโอเกรดต่ำลงมา (เบอร์ 3-4) จะส่งออกไปยัง ประเทศเวียดนามและประเทศกัมพูชา โดยส่งออกได้ทั้ง 3 สายพันธุ์หลักคือ ทองดี เซลเลอร์ และขาวใหญ่ และอยู่ระหว่าง การขอจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ “จีไอ”
(GI : Geographical Indication) โดยปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 10,000 ไร่ ผลผลิต 43,324 ตัน

–  โคเนื้อ เป็นที่นิยมเลี้ยงทั่วไป จังหวัดเชียงรายมีโคเนื้อ 64,422ตัว เกษตรกร 7,428 ราย

พันธุ์ที่นิยมเลี้ยง และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ คือ พันธุ์อเมริกันบราห์มัน นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ที่มีคุณสมบัติให้เนื้อโดยตรง และสามารถเจริญเติบโตได้ดีตามสภาพแวดล้อม ได้แก่ พันธุ์ชาร์โรเลส์พันธุ์ซิมเมนทอล และพันธุ์ลิมูซีน แหล่งผลิต ที่สำคัญอยู่ในเขตอำเภอเมือง เทิง และแม่สรวย

–  ปลานิล ลักษณะเด่นเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย สามารถเลี้ยงได้

ในทุกสภาพ รสชาติดีมีผู้นิยมบริโภคกันอย่างกว้างขวาง พื้นที่เลี้ยงอำเภอพาน อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ อำเภอเมือง อำเภอแม่จัน อำเภอแม่ลาว และอำเภอป่าแดด จำนวนพื้นที่เลี้ยง 14,186.57 ไร่ ผลผลิตประมาณ 11,825.34 ตัน มีการจัดตั้งสหกรณ์/กลุ่ม/ชมรม ที่ประกอบกิจการด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบครบวงจร ทั้งการผลิต และการตลาด 

– กุ้งก้ามกราม ลักษณะเด่นของกุ้งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างไม่สิ้นสุด ในการที่จะนำ

กุ้งก้ามกราม มาประกอบอาหาร เพราะมีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย สามารถนำมาปรุงได้หลากหลายเมนู เช่น ต้มยำ กุ้งเผา หรือ แม้แต่ทอด จากความต้องการที่มีมาก แต่ปริมาณกุ้งชนิดนี้กลับมีน้อยลงในธรรมชาติ ทำให้กุ้งมีราคาแพง จึงทำให้ ปัจจุบันนี้มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างแพร่หลายที่ พื้นที่เลี้ยงอำเภอเทิง และอำเภอแม่จัน จำนวนพื้นที่เลี้ยง 979.91 ไร่ ผลผลิต 69.91 ตัน มีการจัดตั้งกลุ่ม /ชมรม ที่ประกอบกิจการ

ด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบครบวงจร ทั้งการผลิตและการตลาด อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตกุ้งที่สำคัญของภาคเหนือ

                 2) อาหารพื้นเมืองจังหวัดเชียงราย

          อาหารพื้นเมืองของจังหวัดเชียงรายได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งจากชาว

ล้านนา พม่า และชาวไทยใหญ่ ทำให้มีรสชาติและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ เมนูเด่นที่นักท่องเที่ยวมักจะชื่นชอบและไม่ควรพลาด ได้แก่: 

   – ข้าวซอย: เมนูขึ้นชื่อของภาคเหนือ มีลักษณะเป็นก๋วยเตี๋ยวแกงกะทิรสชาติเข้มข้น หอม

เครื่องแกง เคียงด้วยน่องไก่หรือเนื้อนุ่มๆ และเส้นบะหมี่กรอบ

   – แกงฮังเล: แกงสไตล์พม่าที่ได้รับความนิยมในภาคเหนือ มีรสชาติเค็ม หวาน เปรี้ยว และ

หอมกลิ่นเครื่องเทศ เนื้อหมูสามชั้นจะถูกเคี่ยวจนนุ่มและเข้าเนื้อ

         – น้ำพริกอ่อง: น้ำพริกที่มีส่วนผสมหลักคือมะเขือเทศและหมูสับ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน

เค็ม และเผ็ดเล็กน้อย ทานคู่กับผักสดและแคบหมู

        – ขนมจีนน้ำเงี้ยว: ขนมจีนน้ำยาที่มีส่วนผสมของมะเขือเทศ หมูสับ หรือเนื้อ และที่ขาดไม่ได้คือ

ดอกงิ้วแห้ง มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เปรี้ยว เผ็ด และหอม

                    – ไส้อั่ว : ไส้กรอกหมูย่างสมุนไพรแบบพื้นเมือง มีส่วนผสมของพริกแกง ขมิ้น ตะไคร้ และ

ใบมะกรูด ให้กลิ่นหอมและรสชาติเผ็ดร้อน 

        – ข้าวแรมฟืน : อาหารพื้นเมืองของชาวไทยใหญ่ (ไทใหญ่) ทำจากข้าวหรือถั่วเหลืองนำไป

กวนจนข้นและแข็งตัว นำมาปรุงรสแบบยำหรือทำเป็นน้ำซุป

        – แกงขนุน : แกงที่มีส่วนผสมของขนุนอ่อน เนื้อหมู หรือกระดูกหมู และเครื่องแกงที่เข้มข้น

มีรสชาติกลมกล่อม

       – ลาบหมูคั่ว : ลาบแบบแห้งที่นำมาคั่วจนหอมและมีรสชาติจัดจ้านกว่าลาบทั่วไป

       – แกงผักกูด: แกงที่มีผักกูดเป็นส่วนผสมหลัก นิยมทำในครัวเรือนของชาวเชียงราย มีคุณค่าทาง

โภชนาการสูง 

1.3.13 ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี

1) แห่พระแวดเวียง

                        ประเพณีอัญเชิญพระพุทธรูปแวดเวียงเจียงฮาย เป็นขบวนแห่พระคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญๆของวัดต่างๆประดิษฐานบนบุษบกแห่ให้ประชาชนสักการะบูชาโปรยข้าวตอกดอกไม้ในบ่ายวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี เพื่อเป็นสิริมงคลสำหรับเมืองเชียงราย ส่งท้ายปีเก่าที่กำลังจะผ่านไป และรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงแล้วตักบาตรในวันที่ 1 มกราคมตอนเช้ารับวันปีใหม่ ซึ่งมีพื้นฐานความคิดมาจากตำนานพระเจ้าเลียบโลกด้วยมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนได้มีโอกาสสักการะบูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งประดิษฐานอยู่ตามวัดวาอารามต่างๆ ในตัวเมืองเชียงราย เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตในวาระของการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ โดยการอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงรายมาประดิษฐานบนบุษบกที่ได้สร้างขึ้นโดยช่างศิลปินที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย จัดเป็นขบวนอัญเชิญไปรอบเมืองเชียงราย ให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสกราบไหว้สักการะบูชาด้วย ข้าวตอก ดอกไม้ จึงถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่เป็นสิริมงคลยิ่งนัก

2) ปอยหลวง

    งานบุญปอยหลวงเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนาซึ่งเป็นผลดีต่อสภาพทางสังคม
หลายประการ นับตั้งแต่ชาวบ้านได้มาทำบุญร่วมกัน ร่วมกันจัดงานทำให้เกิดความสามัคคีในการทำงาน
งานทำบุญปอยหลวงยังเป็นการรวมญาติพี่น้องที่อยู่ต่างถิ่นได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน และมีการสืบทอดประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาครั้งแต่บรรพชนไม่ให้สูญหายไปจากสังคม ช่วงเวลา จากเดือน 5 จนถึง
เดือน 7 เหนือ (ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี)

3) ป๋าเวณี ปี๋ใหม่เมือง งานประเพณีสงกรานต์

                         ประเพณีป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง หรือเทศกาลสงกรานต์ ได้กำหนดให้มีตั้งแต่วันที่ 13-16 เมษายน โดยการเนรมิตถนนเล่นน้ำกลางเมืองเชียงราย ภายในงานจะมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น ทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า สรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ ขนทรายเข้าวัด สรงน้ำพ่อขุนเม็งรายมหาราช รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ แต่ละชุมชน ประกวดเทพีสงกรานต์ แข่งขันกีฬาพื้นบ้าน ขบวนแห่ ประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง บนถนนเล่นน้ำ คือ ถนนธนาลัย จะใช้เป็นถนนเพื่อการเล่นน้ำตลอดทั้งสาย โดยเทศบาลได้ออกแบบอุโมงค์ที่มีสายน้ำใสสะอาด
พุ่งออกมาจากทั้งสองฟากถนน รวมทั้งติดตั้งระบบน้ำพุ เพื่อสร้างสีสันบรรยากาศของความชุ่มฉ่ำของสายน้ำตลอดเทศกาล พร้อมกันนี้ได้จัดให้มีพิธีรดน้ำดำหัวผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ และผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพนับถือและความเป็นสิริมงคลตามประเพณีที่ชาวล้านนาได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา ตลอดทั้งเป็นการร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีให้กับชนรุ่นหลัง

4) งานไหว้สาพญามังราย

                        งานไหว้สาพญามังราย เนื่องในวันที่ 26 มกราคม ของทุกปี จะเป็นวันคล้ายวันที่
พญามังราย หรือ พ่อขุนเม็งรายมหาราช ได้ทรงสร้างเมืองเชียงรายไว้เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.1805 เทศบาลนครเชียงราย ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน จึงได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสักการะ
ดวงพระวิญญาณพ่อขุนเม็งรายมหาราชขึ้นในวันที่ 25 มกราคม ของทุกปี ณ วัดดอยงำเมือง ในงานมีกิจกรรมทางศาสนาจัดพิธีกรรมแบบล้านนา ซึ่งประกอบไปด้วยพิธีสักการะบูชาพระสถูป การสืบชะตาเมือง การทำบุญเมือง และการจัดกิจกรรมสมโภชเมือง อาทิ การฟ้อนเล็บ การฟ้อนดาบ และการตีกลองสะบัดชัย เพื่อถวายแด่องค์พ่อขุนเม็งรายมหาราช อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึง ความกตัญญูกตเวที และการเคารพต่อดวงพระวิญญาณของพระองค์ท่าน โดยพี่น้องชาวเชียงราย และพี่น้องชุมชนในเขตเทศบาลจะเข้าร่วมในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ด้วยการนำพานพุ่ม หรือพานดอกไม้เครื่องบูชาสักการะ ถวายดวงพระวิญญาณพ่อขุนเม็งรายมหาราช เพื่อความร่มเย็นของเมืองเชียงรายและความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตอีกด้วย นอกจากพิธีดังกล่าวแล้วในช่วงปลายเดือนมกราคมของทุกปี จังหวัดเชียงรายร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจะมีการร่วมกันจัดงานกาชาดประจำปีของจังหวัดเชียงรายหรือที่นิยมเรียกกันว่า “งานพ่อขุนเม็งรายมหาราช” ซึ่งจัดขึ้นประมาณปลายสินค้าอาหาร และข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของหวัดเชียงราย ได้เป็นอย่างดี

5) เป็งปุ๊ด

    “เป็งปุ๊ด” หรือ “เพ็ญพุธ” ตักบาตรเที่ยงคืน ในครั้งอดีตเมื่อใกล้เวลาประมาณเที่ยงคืน

ในคืนวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ จะมีประชาชนจำนวนมากมาร่วมทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ภายในเขตเทศบาลนครเชียงราย ตามถนนสายต่าง ๆ จำนวนหลายร้อยรูป โดยเรียกวันดังกล่าวว่า “วันเป็งปุ๊ด” และมีประวัติความเป็นมาสืบเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า พระมหาอุปคุตซึ่งเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งที่มีมหาอิทธิฤทธิ์สามารถดลบันดาลโชคลาภ วาสนา ได้ออกจากการเข้าฌานสมาบัติที่ใต้สะดือทะเลแล้วแปลงกายเป็นสามเณรน้อยออกมาโปรดสัตว์โลกเชื่อกันว่าหากผู้ใดได้ทำบุญตักบาตรพระมหาอุปคุตแล้วบุคคลนั้นถือว่าเป็นผู้มีบุญ จะมีโชคลาภวาสนาร่ำรวยเป็นเศรษฐีและบังเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งประเพณีการตักบาตรเที่ยงคืนวันเป็งปุ๊ด ถือเป็นประเพณีล้านนาที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน เพราะว่าแต่ละปีอาจมีวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ที่ตรงกับวันพุธ เพียงแค่ 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้งเท่านั้น หลายคนจึงเฝ้ารอที่จะมาทำบุญตักบาตรในวันดังกล่าวเทศบาลนครเชียงราย จึงได้จัดงานประเพณีตักบาตรวันเป็งปุ๊ด เพื่อให้คงอยู่คู่วัฒนธรรมล้านนาของชาวเชียงรายสืบไป

6) งานประเพณีขึ้นพระธาตุดอยตุง

                       งานประเพณีนมัสการ สรงน้ำพระธาตุดอยตุง คือประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุงในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 หรือเดือน 6 เหนือทุกป และเพื่อความเปนสิริมงคล และแสดงความจงรักภักดีตอสถาบันพระมหากษัตริย์ จังหวัดเชียงรายได้มีการเสนอขอพระราชทานน้ำสรงพระราชทานผ้าไตรพระราชทาน และผ้าห่มพระธาตุพระราชทาน และมีกิจกรรมสำคัญ อาทิเชน พิธีปฏิบัติธรรมการเดินจาริกแสวงบุญขึ้นพระธาตุดอยตุงตามรอยครูบาเจาศรีวิชัยนักบุญแหงลานนา พิธีตักน้ำทิพยศักดิ์สิทธิ์ พิธีสมโภชน้ำทิพย พิธีทำบุญตักบาตร พิธีแหขบวนเครื่องสักการะและอัญเชิญน้ำสรงพระราชทานและน้ำทิพย์ พิธีถวายเครื่องสักการะพระธาตุดอยตุง ซึ่งกิจกรรมดังกลาวมีการปฏิบัติสืบทอดกันมาเปนระยะเวลายาวนานจนเปนพิธีสำคัญของจังหวัดเชียงราย ดังนั้นจึงได้มีการสนับสนุนจากจังหวัดให้จัดขึ้นทุกปี เพื่อเป็นการสงเสริมประเพณีวัฒนธรรมให้เป็นเทศกาลประจำจังหวัด และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด

7) ประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอีก้อ

                หรือที่เรียกตนเองว่า “อาข่า” มีเชื้อสายจากจีน-ทิเบต เดินทางอพยพมาอยู่บริเวณ ชายแดนไทย-พม่า แถบตอนเหนือของลำน้ำกก โดยเฉพาะอำเภอแม่จัน และแม่สาย การโล้ชิงช้าเป็นการขึ้นไปขอพรและแสดงความรำลึกถึงพระคุณของเทพธิดาแห่ง สรวงสวรรค์ ผู้ประทานความชุ่มชื่นอุดมสมบูรณ์ให้กับพืชพันธุ์ธัญญาหารและ ยังเป็นการเซ่นไหว้บรรพบุรุษอีกด้วย จัดในช่วงเดือนสิงหาคม

8) ประเพณียี่เป็งลอยกระทง จัดขึ้น ณ สนามฝึกนักศึกษาวิชาทหาร (สนาม รด.) เชิงสะพาน

แม่ฟ้าหลวง ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี โดยจะมีการจัดงาน 2 วัน ในวันแรกจะมีกิจกรรมลอยกระทงเล็กการประกวดหนูน้อยนพมาศ และวันต่อมาจะมีขบวนแห่กระทงที่ยิ่งใหญ่จากสวนตุง และโคมฯ ถนน     ธนาลัยสู่สถานที่จัดงาน และมีการประกวดนางนพมาศ ประกวดโคม ประกวดกระทง พร้อมการแสดงบนเวทีอย่างตระการตา โครงการจัดงานวัฒนธรรมสัมพันธ์ลุ่มน้ำโขง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นการจัดงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธไมตรีของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ได้แก่ ไทย ลาว จีน พม่า เวียดนาม และกัมพูชา เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนศิลปะวัฒนธรรม ประเพณีระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายและประเทศไทย รวมทั้งเป็นการสานสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้แนบแน่น เชื่อมโยงเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ เป็นการผูกมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน อันจะนำไปสู่การขยายฐานความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ส่งผลดีในปัจจุบันและอนาคตทางด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง จึงทำให้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่และส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ จัดขึ้นราวปลายเดือนตุลาคมหรือต้นพฤศจิกายนของทุกปี

9) เทศกาลวันเข้าพรรษา วันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา เมื่อถึง

วันนี้แล้วพระภิกษุสามเณรจะต้องทำพิธีอธิษฐานพรรษา คือ อธิษฐานเพื่ออยู่ประจำในวัดใดวัดหนึ่งที่ตนทำพิธีอธิษฐานนั้นตลอด 3 เดือนในฤดูฝน คือตั้งแต่แรม 11 ค่ำ เดือน 8 จนถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เมื่อถึงวันเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนย่อมมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้บำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษ เช่น การถวายผ้าอาบน้ำฝน การถวาย23จตุปัจจัยไทยธรรมและถวายเทียนพรรษา ซึ่งถือว่าเป็นการถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ระหว่างพรรษา และเพื่อให้ความสว่างในเวลามีพิธีกรรมทางศาสนาในเวลากลางคืน ดังนั้นจังหวัดเชียงรายมีความตระหนักและเห็นความสำคัญ จึงได้ยึดเป็นนโยบายหลักในการสนับสนุนส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นจึงได้จัดทำโครงการสืบสานประเพณีหล่อเทียนพรรษาขึ้น และจัดขบวนเทียนพรรษาอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปีบริเวณสวนตุงและโคมฯ ถนน  ธนาลัย

10) ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ คือ การทำบุญตักบาตร ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เนื่อง

ในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก คำว่า เทโว ย่อมาจากคำว่า เทโวโรหณะ ซึ่งแปลว่า การเสด็จลงจากเทวโลก ความเดิมมีว่าในพรรษาที่ 7 นับแต่วันตรัสรู้พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศน์โปรดพระพุทธมารดาจนบรรลุโสดาปัตติผล ครั้นออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 แล้วจึงเสด็จลงจากเทวโลกที่เมืองสังกัสสะนคร ในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลก ได้มีเนินเป็นอันเดียวกันจนถึงพรหมโลกเมื่อทรงแลดูข้างล่าง สถานที่นั้นก็มีเนินอันเดียวกันจนถึงอเวจีมหานรก ทรงแลดูทิศใหญ่ และทิศเฉียง จักรวาลหลายแสนก็มีเนินเป็นอันเดียวกัน เทวดาก็เห็นพวกมนุษย์ แม้พวกมนุษย์ก็เห็นเทวดา สัตว์นรกก็เห็นมนุษย์และเทวดา ต่างก็เห็นกันเฉพาะหน้าทีเดียว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีขณะที่พระองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ รุ่งขึ้นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ชาวเมืองจึงพากันทำบุญตักบาตรเป็นการใหญ่เพราะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้ามาถึง 3 เดือน การทำบุญตักบาตรในวันนั้นจึงได้ชื่อว่าตักบาตรเทโวโรหณะ ต่อมามีการเรียกกร่อนไปเหลือเพียง ตักบาตรเทโว เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น และเพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่ เทศบาลนครเชียงรายจึงได้จัดงานประเพณี “ตักบาตรเทโว” เพื่อสืบทอด และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นประจำทุกปี

11) งานประเพณีแห่โคมไฟ ไหดอก จัดขึ้นเนื่องในวันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ

เดือน 3 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันเดือนมกราคมของทุกปี เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและเป็นวันที่เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นหลายประการ คือพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน 1,250 รูป มาเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมายกันมาก่อน ซึ่งพระสงฆ์ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า และในวันมาฆบูชานี้พระพุทธเจ้าได้แสดงพระโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์ เนื้อหาโดยสรุป คือให้ละเว้นความชั่วทุกชนิด ทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใสและเมื่อวันมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบครบรอบทุกปี เทศบาลนครเชียงรายร่วมกับ คณะสงฆ์จังหวัดเชียงรายจึงได้จัดงานประเพณีแห่โคมไฟ ไหดอก ขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและเพื่อให้พุทธศาสนิกชนร่วมกันสร้างบุญกุศล สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ภายในงานจะมีการออกร้านจัดนิทรรศการของส่วนราชการและเอกชน งานรื่นเริงต่าง ๆ

1.4 บริบทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)

จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับครัวเรือน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานศึกษา โดยมีแนวโน้มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์สื่อสารที่เพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร และบริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีและทักษะดิจิทัลของประชาชนในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทและพื้นที่สูงที่มีข้อจำกัดด้านสัญญาณอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัล

1.4.1 การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์สื่อสาร จังหวัดเชียงรายมีครัวเรือนที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจำนวนร้อยละ 87.10 ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของภาคเหนือ (ร้อยละ 88.5) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ ครัวเรือนในเขตเทศบาลหรือเขตเมืองมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงกว่าพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ห่างไกลในด้านอุปกรณ์สื่อสาร พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดเชียงรายมีการใช้งาน โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟนเกือบทุกครัวเรือนโดยใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารและเข้าถึงข้อมูลออนไลน์ส่วนการครอบครอง คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ต ยังมีสัดส่วนต่ำกว่าระดับประเทศโดยมีเพียงร้อยละประมาณ 20–25 ของครัวเรือนที่มีอุปกรณ์ดังกล่าวซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาโครงการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนรู้ดิจิทัลให้กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกลโครงข่ายโทรคมนาคมของจังหวัดได้รับการพัฒนาโดยภาครัฐและภาคเอกชน เช่น โครงการ เน็ตประชารัฐที่จัดตั้งจุดให้บริการ Wi-Fi สาธารณะในหมู่บ้านทั่วจังหวัดกว่า 2,000 จุดรวมถึงการขยายสัญญาณอินเทอร์เน็ต 4G และ 5G ของผู้ให้บริการโทรคมนาคมหลักซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตของประชาชน

1.4.2 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของประชาชน จากการสำรวจของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA พบว่าประชาชนในจังหวัดเชียงรายมีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุโดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเข้าถึงบริการสาธารณะออนไลน์เช่น การชำระค่าสาธารณูปโภค การใช้แอปพลิเคชันของหน่วยงานภาครัฐ (เช่น ThaiD, เป๋าตัง, หมอพร้อม)และการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้สูงอายุ เกษตรกร และแรงงานนอกระบบยังมีข้อจำกัดด้านการใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะในเรื่องความเข้าใจการใช้งานระบบดิจิทัลอย่างปลอดภัยเช่น การรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคล การป้องกันภัยไซเบอร์และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์

1.4.3 ทักษะดิจิทัลของประชาชน จังหวัดเชียงรายมีการดำเนินโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับประชาชนโดยหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งเช่น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย,สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA),สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย,และ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ภายใต้การกำกับของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมซึ่งจัดอบรมให้ความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์และการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อการประกอบอาชีพในปี พ.ศ. 2567 จังหวัดเชียงรายมีศูนย์ดิจิทัลชุมชนที่เปิดดำเนินการอย่างต่อเนื่องกว่า 170 แห่งครอบคลุมทุกอำเภอของจังหวัด โดยจัดกิจกรรมพัฒนา “ทักษะดิจิทัลพื้นฐาน”และ “ทักษะดิจิทัลเพื่อการประกอบอาชีพ” ให้กับประชาชนมากกว่า 15,000 คนต่อปีแม้มีแนวโน้มการพัฒนาทักษะดิจิทัลเพิ่มขึ้น แต่ยังพบว่าประชาชนบางส่วนในพื้นที่ห่างไกลโดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์และพื้นที่สูง ยังขาดโอกาสเข้ารับการอบรมส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการส่งเสริมและแก้ไขในระยะต่อไป

1.4.4 การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้และการศึกษา สถานศึกษาสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เกิดการปรับตัวของครูและผู้เรียนต่อระบบการเรียนการสอนออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในด้านความพร้อมของอุปกรณ์และสัญญาณอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในเขตภูเขาและพื้นที่ห่างไกล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและการยกระดับทักษะดิจิทัลของครู ผู้เรียน และบุคลากรทางการศึกษา จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับความสำคัญในแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัด

สถานภาพการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของจังหวัดเชียงราย อยู่ในระดับดี โดยสามารถระบุข้อมูลและสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งสามารถกำหนดวิธีการและเครื่องมือเพื่อค้นหาและเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ แต่ควรมีการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดด้วยวิธีการที่หลากหลายมากขึ้นและยอกรับความแตกต่างทางความคิดหรือมุมมองอย่างมีประชาธิปไตย

ส่วนสถานภาพการเข้าใจดิจิทัล อยู่ในระดับ ดี โดยมีความเข้าใจอันตรายและผลกระทบด้านสุขภาพในแง่มุนต่างๆ จากการใช้อินเทอร์เน็ตและสื่อดิจิทัลรวมทั้งสามารถปฏิบัติตามหลักมารยาทในสังคมดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามควรส่งเสริมให้เข้าใจวิธีการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์โดยการใช้ข้อความอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงมีวิจารณญาณในการแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็น

1.5 บริบทด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ ครอบคลุมทั้งภูเขา ที่ราบ และลำน้ำสายสำคัญหลายสาย มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลาย ทั้งทรัพยากรป่าไม้ ดิน น้ำ และแร่ธาตุ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม จังหวัดยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาหมอกควันฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) การเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้ และการจัดการน้ำในฤดูแล้งและฤดูฝนที่ไม่สมดุล

1.5.1 สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ

        ภูมิประเทศของจังหวัดเชียงราย เป็นลักษณะภูเขาล้อมรอบและมีที่ว่างระหว่างทิวเขา
ด้านตะวันตก มีทิวเขาถนนธงชัยทอดจากประเทศสหภาพพม่าลงมาทางใต้ทางตะวันออกมีทิวเขาดอยยาวทอด
จากอำเภอเชียงของลงมาถึงอำเภอเทิงและทิวเขาดอยผาหม่นซึ่งแบ่งกั้นพรมแดนไทย-ลาว ทอดยาวจากอำเภอเชียงของลงมาถึงอำเภอเชียงคำเลยไปถึงอำเภอทุ่งช้างและและอำเภอปัว จังหวัดน่าน ดังนั้นที่อันกว้างใหญ่ของจังหวัดเชียงรายจึงเต็มไปด้วยภูเขายอดเขาสูงที่สำคัญมีดอยตุง สูง 1,928 เมตร ดอยสามเส้นหรือ
ดอยแม่สะลอง สูง 1,673 เมตร ดอยยาว สูง 1,400 เมตร ดอยกู่สูง 1,608 เมตร และดอยภูลังกา สูง 1,693 เมตร ส่วนแม่น้ำ ที่สำคัญมีแม่น้ำโขง แม่น้ำกก และแม่น้ำลาว

พื้นที่ราบของจังหวัดนี้ส่วนมากอยู่ระหว่างหุบเขา จึงเป็นที่ราบที่มีระดับสูงและมีขนาดไม่กว้างนัก
ที่นับว่าสำคัญ ได้แก่ ที่ราบสูงเชียงราย ซึ่งอยู่ในระดับความสูง 378 เมตร มีทิวเขาล้อมรอบเกือบทุกด้าน
ทางเหนือเป็นทิวเขาแดนลาว ทางตะวันตกมีทิวเขาดอยสามเส้นหรือดอยแม่สะลอง และดอยช้างในทิวเขาแดน ลาวทางใต้ และทางตะวันออกเป็นแนวทิวเขาผีปันน้ำ

สภาวะอากาศทั่วไป

ลักษณะอากาศของจังหวัดเชียงราย ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของมรสุมที่พัดประจำฤดูกาล 2 ชนิด คือ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดพามวลอากาศเย็นและแห้งจากประเทศจีนปกคลุมประเทศไทยในช่วง ฤดูหนาว ทำให้จังหวัดเชียงรายมีอากาศหนาวเย็นและแห้งทั่วไป และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งจะพัดพามวล อากาศชื้นจากทะเลและมหาสมุทรอินเดียปกคลุมประเทศไทยในช่วงฤดูฝน ทำให้จังหวัดเชียงรายมีฝนตกทั่วไป

ฤดูกาล

ฤดูกาลของจังหวัดเชียงราย พิจารณาตามลักษณะลมฟ้าอากาศของประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 ฤดู

ฤดูร้อน เริ่มประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคมมีอากาศร้อนอบอ้าวทั่วไป โดยเฉพาะในเดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนอบอ้าวมากที่สุดในรอบปี

ฤดูฝน เริ่มประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระยะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดปกคลุมประเทศไทย อากาศจะเริ่มชุ่มชื้นและมีฝนตกชุกตั้งแต่ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป เดือนที่มีฝนตกมากที่สุดคือเดือนสิงหาคม

ฤดูหนาว เริ่มประมาณ กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่มรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย อากาศโดยทั่วไปจะหนาวเย็นและแห้ง เดือนที่มีอากาศหนาวที่สุด คือเดือนมกราคม

อุณหภูมิ

เนื่องจากจังหวัดเชียงรายตั้งอยู่ทางภาคเหนือสุดของประเทศไทย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้และมีภูเขา ล้อมรอบ จึงทำให้มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 24.8 องศาเซลเซียส ในฤดูร้อนมี อากาศร้อน อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 31.4 องศาเซลเซียส โดยในเดือนเมษายนมีอากาศร้อนที่สุด อุณหภูมิสูงที่สุดที่ เคยตรวจวัดได้ 42.0 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 ส่วนในฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 19.9 องศาเซลเซียส โดยมีอากาศหนาวที่สุดอยู่ในเดือนมกราคม อุณหภูมิต่ำที่สุดวัดได้ 1.0 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2542

1.5.2 ทรัพยากรป่าไม้ จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่าไม้รวมประมาณ 3.86 ล้านไร่ หรือคิดเป็น ร้อยละ
47.5 ของพื้นที่จังหวัดทั้งหมด (ข้อมูลกรมป่าไม้ พ.ศ. 2567) พื้นที่ป่าไม้แบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้

        1) อุทยานแห่งชาติ

อุทยานแห่งชาติดอยหลวง เนื้อที่ 731,250 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอพาน อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย อำเภอแม่ใจ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา อำเภอวังเหนือ

     – อุทยานแห่งชาติขุนแจ มีเนื้อที่ 177,177 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัด

เชียงราย

อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก มีเนื้อที่ 396,794 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอ

แม่จัน อำเภอแม่ลาว อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน มีเนื้อที่ 12,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอ

แม่สาย จังหวัดเชียงราย

         – อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า มีเนื้อที่ 201,082 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย

         – อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา มีเนื้อที่ 284,937.5 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัด

เชียงราย อำเภอฝาง อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่

2) วนอุทยาน

  จังหวัดเชียงราย มีวนอุทยาน (Forest Park) ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติที่รัฐจัดไว้ ให้เป็น

สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด จำนวน 27 แห่ง ดังนี้

วนอุทยานชาพันปี วนอุทยานดอยกาดผี วนอุทยานดอยพระบาท วนอุทยานถ้ำผาแล วนอุทยานน้ำตกขุนน้ำยาบ วนอุทยานน้ำตกดอนศิลา-ผางาม วนอุทยานภูชมดาว วนอุทยานน้ำตกตาดควัน วนอุทยานห้วยน้ำช้างวนอุทยานห้วยทรายมาน วนอุทยานห้วยทรายมาน วนอุทยานสันผาพญาไพร วนอุทยานริมโขง วนอุทยานน้ำตกตาดสวรรค์ วนอุทยานน้ำตกตาดสายรุ้ง วนอุทยานน้ำตกมิโอฉ่อแต๊ะ วนอุทยานน้ำตกแม่โท วนอุทยานน้ำตกแม่สลองวนอุทยานน้ำตกศรีชมภู วนอุทยานน้ำตกห้วยก้างปลา วนอุทยานน้ำตกห้วยตาดทอง วนอุทยานน้ำตกห้วยน้ำอุ่น วนอุทยานน้ำตกห้วยแม่สัก วนอุทยานน้ำตกหัวแม่คำ วนอุทยานพญาพิภักดิ์ วนอุทยานน้ำตกวังธารทอง

  นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ป่าไม้รูปแบบอื่นอีก ดังต่อไปนี้

  • สวนรุกขชาติ (Arboretum) – มีเพียงแห่งเดียว คือสวนรุกชาติโป่งสลี เทศบาลตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย มีพื้นที่ 668.75 ไร่ พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้สักขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นป่าเดิมที่เหลืออยู่และมีการปลูกต้นไม้อื่น ๆ แทรกบ้าง
  • ป่าสงวนแห่งชาติ (National Reserved Forest) – มีทั้งหมด 30 แห่ง มีพื้นที่รวม 4,485,966 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 61.46 ของพื้นที่จังหวัด แบ่งเป็นพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ จำนวน 3,525,896 ไร่ พื้นที่มอบ สปก. จำนวน 960,070 ไร่ แยกออกเป็นพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 513,683 ไร่ ป่าเพื่อการเกษตร 425,832 ไร่ และพื้นที่กันคืนกรมป่าไม้ 20,555 ไร่
  • ป่าชุมชน (Community Forest) – เป็นป่าธรรมชาติ ที่ชาวบ้านช่วยกันป้องกันรักษาเอาไว้ สำหรับเป็นแหล่งซับน้ำและใช้สอย ปัจจุบันมีการสร้างป่าชุมชนขึ้นในพื้นที่สาธารณะ เพื่อใช้ประโยชน์ของชุมชน
  • เขตห้ามล่าสัตว์ป่า – มีเพียงแห่งเดียวคือ พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย อำเภอเชียงแสน มีพื้นที่ 2,711 ไร่

3) ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งแร่

1.5.3 ทรัพยากรน้ำ

จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดเดียวในภาคเหนือที่มีแม่น้ำสายสำคัญส่วนใหญ่จะไหลไปทางทิศเหนือ โดยจะไปรวมกับแม่น้ำโขงทั้งหมดทั้งสิ้น ซึ่งมีแม่น้ำสายสำคัญดังนี้

  1. น้ำแม่กก มีต้นกำเนิดในประเทศพม่า ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในเขตจังหวัดเชียงใหม่

ไหลผ่านอำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง อำเภอแม่จัน อำเภอดอยหลวง อำเภอเชียงแสน แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำโขงที่หมู่ที่ 7 บ้านสบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน มีความยาวประมาณ 145 กิโลเมตร

  • น้ำแม่ลาว ต้นกำเนิดจากภูเขาในเขตอำเภอเวียงป่าเป้า แล้วไหลผ่านอำเภอแม่สรวย

อำเภอพาน อำเภอแม่ลาว อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย ไปบรรจบกับ น้ำแม่กกที่อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย มีความยาวประมาณ 137 กิโลเมตร

  • น้ำแม่อิง ต้นน้ำเกิดจากหนองเล็งทรายก่อนเข้ากว๊านพะเยา ไหลผ่านอำเภอป่าแดด อำเภอ

เทิง อำเภอพญาเม็งราย อำเภอขุนตาล แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ ส่วนที่ไหลผ่าน จังหวัดเชียงราย ยาวประมาณ 136 กิโลเมตร

  • น้ำแม่จัน ต้นน้ำเกิดจากภูเขาสามเส้า ทางด้านทิศตะวันตกของอำเภอแม่จันติดกับรัฐชาน

(ประเทศพม่า) แล้วไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับแม่น้ำคำไหลไปบรรจบแม่น้ำโขง มีความยาวประมาณ 100 กิโลเมตร

บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แล้วไหลผ่านอำเภอเชียงของ และอำเภอเวียงแก่น รวมความยาวที่ผ่านจังหวัดเชียงราย ประมาณ 94 กิโลเมตร

  • น้ำแม่คำ ต้นน้ำเกิดจากภูเขาในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง แล้วไหลผ่านอำเภอแม่จัน อำเภอ

เชียงแสน อำเภอแม่สาย แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำโขงที่หมู่ที่ 5 บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีความยาวทั้งสิ้น ประมาณ 85 กิโลเมตร

  • แม่น้ำสาย ใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า ในเขตจังหวัด

เชียงราย เป็นแม่น้ำสายสั้น ๆ ประมาณ 31 กิโลเมตรมีน้ำไหลตลอดปี ทั้งนี้แม่น้ำสายจะไปรวมกับแม่น้ำรวกที่ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สายอีกด้วย

  • แม่น้ำรวก ต้นน้ำเกิดในประเทศพม่า ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ อำเภอแม่สาย และอำเภอ

เชียงแสน แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำโขงที่หมู่ที่ 1 บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดน ระหว่างประเทศไทย และประเทศพม่า ในระหว่างนี้แม่น้ำรวกจะไปรวมกับแม่น้ำสายที่ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย อีกด้วย

1.5.4 คุณภาพอากาศและมลพิษ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้งและมีการเผาในที่โล่ง ทั้งในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและประเทศเพื่อนบ้านข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ (ปี พ.ศ. 2568) ระบุว่า ระดับค่า PM2.5 ของจังหวัดเชียงรายในช่วงวิกฤติอยู่ระหว่าง 90–200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน (ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลบ.ม.) ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก และผู้มีโรคทางเดินหายใจภาครัฐได้ดำเนินมาตรการแก้ไข เช่น การควบคุมการเผาในที่โล่ง การจัดทำ “แผนปฏิบัติการเชียงรายปลอดหมอกควัน” และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเกษตรสีเขียว
(Green Agriculture) เพื่อลดการเผาซากพืชหลังการเก็บเกี่ยว

1.5.5 ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ จังหวัดเชียงรายมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ แร่ธาตุ เช่น ดินขาว แร่ดีบุก และหินปูน ซึ่งพบในเขตอำเภอแม่ลาว แม่สรวย และพาน ทรัพยากรท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ถ้ำ น้ำตก บ่อน้ำร้อน และแหล่งชมธรรมชาติที่มีชื่อเสียง อาทิ น้ำตกขุนกรณ์ น้ำตกปูแกง บ่อน้ำร้อนแม่ขะจาน และภูชี้ฟ้า ทรัพยากรทางการเกษตร เช่น พื้นที่ปลูกกาแฟบนดอยช้าง ดอยตุง และดอยแม่สลอง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกาแฟคุณภาพสูงที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ

1.5.6 การจัดการสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากร หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ “เชียงรายสีเขียว” เพื่อปลูกป่าชุมชนและลดคาร์บอน โครงการอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารในพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวงและแม่สรวย โครงการบริหารจัดการขยะชุมชนและของเสียอันตรายอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญยังคงเป็นเรื่องของการบูรณาการข้อมูล การมีส่วนร่วมของชุมชน และการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนในระยะยาว